วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดู K-Pop เป็นตัวอย่าง ...อย่าดูถูกสื่อบันเทิงในการ 'ปฏิวัติวัฒนธรรม'





       มีหลายท่านปรับทุกข์มาว่า จำเป็นต้องเปิดละครช่อง ๓ ให้เด็กๆ ดูที่บ้าน เพราะเด็กๆ (และผู้ใหญ่ในบ้าน) ติดมาก ไม่ได้ดูก็โยเย งอแงไปตามๆ กัน บางท่านก็ขอให้ผมอย่าจริงจังนักกับสื่อบันเทิง เพราะเห็นว่าเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้บริโภคได้ยาก กลัวว่าผมจะกลุ้มใจเอง ฯลฯ ผมอ่านความเห็นต่างๆ เหล่านี้อย่างสนุกและรู้สึกขอบคุณผู้ปรารถนาดีทุกท่าน อยากให้ท่านสบายใจว่าผมมองการเมืองไทยอย่างจริงจัง แต่ครึกครื้น ครึกครื้นในแง่ที่ว่า เมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางของประชาชนแน่นอน เพียงต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความอุตสาหะในการอธิบายความแก่สังคมมากหน่อย สิ่งที่พวกเราหลายคนร่วมกันทำมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๘ มาจนบัดนี้ เป็นความพยายามจุดเทียนส่องแสงเข้าไปในความมืด โดยเน้นอวัยวะที่สำคัญสองอย่างก่อนคือ สมอง และ ตา ปรากฏว่าได้ผลพร้อมกันเลยทีเดียว เราพบอย่างชื่นใจว่า เมื่อสมองสว่างขึ้นแล้ว ตาก็สว่างตาม ทำให้ขบวนประชาธิปไตยเกิดกองทุนที่มวลชนแอบเอาไว้ในใจเพื่อรอเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวผมไม่รู้สึกวิตกทุกข์ร้อนต่ออนาคตของสังคมไทยเลย เห็นแสงสว่างเจิดจรัสที่ปลายทางอยู่เสมอ มีแต่ความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ต่อประเด็นย่อยบางอย่างที่เราควรช่วยกันดูแลให้ดีกว่าที่ทำอยู่เท่านั้นเอง จึงต้องนำมาเสวนากันบ้าง



      พึงระวังก็แล้วกันว่า อย่าเผลอดูถูกอิทธิพลของสื่อบันเทิงหรือกลยุทธ์การทำข่าวให้เป็นบันเทิง (ละคร) อย่างที่ช่อง ๓ กำลังทำอยู่และทำเงินมหาศาลตีคู่กันไปด้วย ท่านโปรดดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง เพียงไม่กี่ปีก่อนเกิด K-Pop (The Korean Popular Culture) คนรุ่นอายุเกิน ๓๕ จะพบว่ายุคนั้นเกาหลียังไม่มีความหมายนัก เป็นเพียงประเทศบนคาบสมุทรเกาหลี และมีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายจะเป็นส่วนผสมระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเท่านั้นเอง เหมือนเป็ดที่ไม่มีจุดเด่นอย่างนกหรือไก่ แต่ด้วยนโยบายของรัฐย้อนไปเมื่อเกือบสี่สิบก่อน เกาหลีกระเสือกกระสนอย่างหนักที่จะชูเอกลักษณ์ตัวเองให้เหนือน้ำ ซึ่งแปลว่าเพื่อให้เหนือกว่าจีนและญี่ปุ่นในทางภาพลักษณ์และเศรษฐกิจ เขาจึงสะสม “จุดเด่น” ทางวัฒนธรรมมาทีละน้อย ผ่านภาพยนตร์เกาหลีทั้งในจอใหญ่และในจอโทรทัศน์ ผ่านซูเปอร์สตาร์หลายคนทั้งนักร้องและนักแสดง ผ่านกังนัมสไตล์ ผ่านอุตสาหกรรมที่ดัดแปลงมาจากโรงงานยุคสงครามบวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จนเดี๋ยวนี้มายืนประดาบกับสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีไอโฟนอย่างทระนงองอาจ ทั้งๆ ที่ตัวคนเกาหลีมิได้เก่งไปกว่าคนจีน คนญี่ปุ่น และคนไทยเลย อาวุธทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องมืออันทรงอานุภาพในการ “เปลี่ยนใจ” ของชาวโลกที่มีต่อคนเกาหลีและประเทศเกาหลี ก่อนสินค้าทางอุตสาหกรรมเสียอีกจะเข้าสู่ตลาดโลกเสียอีก ท่านอย่าเผลอคิดว่า กลไกเหล่านี้ไม่มีผลต่อความคิดและจิตใจของคน เด็กๆ ในบ้านที่กำลังนั่งดูหม่อมราชวงศ์สองสามคนแห่งราชสกุลจุฑาเทพนั่นล่ะ ท่านสังเกตความคิดและจิตใจเขาให้ใกล้ชิดเถิดครับ แล้วท่านจะเห็นเองว่า เขาจะเกิดทัศนะว่า “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่าดีอย่างไรหรือชั่วอย่างไรเข้ามาประกอบการพิจารณาเลย แนวคิด “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” อย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับรถที่กำลังเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มตัว แล้วกลับถูกผลักลงมาเป็นเกียร์ว่างโดยไม่รู้ตัว มารู้อีกทีรถก็หยุดวิ่งเสียแล้ว แถมอาจจะมีใครเอารถอีกคันมาชักลากให้เสียด้วย จะเรียกว่าจูงจมูก ก็จะหาว่าดูถูกกันจนเกินไป เอาเป็นว่าถูกเขาลากจูงไปได้ง่ายๆ ก็แล้วกัน เรื่องปรากฏการณ์เกาหลีนี่วันหลังเรามานั่งเสวนากันอย่างต่อเนื่องดีไหมครับ เพราะมีอะไรให้เราเรียนรู้ได้มากทั้งในแง่บวกและลบ







      นอกจากพยายามชี้นำสังคมไทยไปในทางอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว (radical conservatism) แล้ว ช่อง ๓ ยังลงทุนอย่างหนักหน่วงกับการโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ตนเอง เป้าหมายคือให้คนยอมรับว่าช่อง ๓ เป็น “คนดี” ของสังคมไทย เพื่อให้เกิดภาพเปรียบเทียบกับ “คนเลว” ที่ช่อง ๓ รับคำสั่งมาช่วยวาดภาพสาดโคลนใส่ไว้ให้ คราวที่แข่งกับรัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ปัญหาน้ำท่วมนั่นก็คราวหนึ่งแล้ว ถึงขนาดสำรวจความเห็นกันทั่วประเทศแบบทีเล่นทีจริงว่า เอาสรยุทธ์ สุทัศนะจินดามาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายอภิสิทธิ์ฯ จะดีไหม จน “คนรับใช้” สองคนแทบจะทะเลาะกันตายมาแล้ว ร้อนถึงกาวใจอ้วนๆ รุ่นคุณยายต้องย้ายสังขารออกมาไกล่เกลี่ยจนสงบระงับลงได้




       คนในวงการสื่อมวลชนอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ที่เขาสอนเกี่ยวกับจรรยาบรรณของนักข่าวเอาไว้ชัดเจนดี นักทำสารคดีคนหนึ่งออกไปเก็บภาพในป่า เพื่อนำมาประกอบเป็นสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของลิง ระหว่างนั้นแกก็เก็บภาพลิงเอาไว้ในทุกอิริยาบถ จนเรียกว่าครบรอบชีวิตลิงทุกอย่าง จู่ๆ ปรากฏว่า ในขณะที่ตาแกจับอยู่กับวิวไฟเดอร์และกำลังเก็บภาพลิงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งกินผลไม้ แกก็เห็นเสือตัวใหญ่ค่อยๆ ย่องเข้ามาข้างหลังลิง สายตาเสือบอกชัดว่าได้เจออาหารมื้อค่ำเข้าให้แล้ว นี่ก็เหลืออีกไม่กี่ก้าว เสือก็จะถึงตัวลิงแล้ว คำถามต่อนักสารคดีคนนั้นคือ แกจะรีบวางกล้องและส่งเสียงร้องให้ลิงรู้ตัวหนีไป หรือแกต้องแข็งใจถ่ายภาพเสือกินลิงเพราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลิงตัวนั้นเหมือนกัน คำถามนี้จุดไฟในใจของคนที่เป็นนักข่าวหรืออยากเป็นนักข่าวมาก ถ้าทำแบบแรก ก็เท่ากับว่าตัวนักข่าวกระโดดเข้าไปมีส่วนร่วมกับข่าวและส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อข่าวนั้นด้วย แต่ก็จะได้ช่วยลิง ซึ่งเป็นเรื่องมนุษยธรรมที่ใครๆ ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าทำอย่างที่สอง แกก็จะสามารถเก็บวงจรชีวิตของลิงตัวนั้นได้ครบถ้วน เพื่อให้คนดูเป็นล้านๆ ได้รู้ว่าลิงมีชีวิตอย่างไรในป่าดงพงไพรนั้น แต่ก็ต้องน้ำตาไหลที่เห็นลิงตายไปต่อหน้าตัวหนึ่ง



       ในทัศนะของผม สื่อมวลชนเป็นผู้สังเกตการณ์ของสังคม จะกระโดดเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างผู้แสดงนั้นไม่สมควรนัก หรือต้องระวังตัวเป็นอย่างมากหากจะทำ ผมมีเพื่อนสื่อมวลชนนานาชาติอยู่หลายคน หลายคนมีอุดมการณ์ทางสังคมของเขาเอง เช่น นักข่าวชาวอินเดียคนหนึ่งสนใจเรื่องการอนุรักษ์เสือโคร่ง นักข่าวอังกฤษอีกคนหนึ่งสนใจช่วยยกระดับชีวิตในชุมชนแออัด เป็นต้น บางครั้งเขาก็พยายามนำเรื่องที่เขาสนใจเหล่านี้มาสอดใส่ในงานข่าวที่ทำอยู่ แต่ถ้าเขาจะกระโดดเข้ามาแสดงความคิดเห็น ผมเห็นเขาเลือกทำในเวลาว่างงาน ไม่เอาภารกิจข่าวของตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือไม่ทำข่าวของตัวเอง เรื่องนี้จึงเป็นจรรยาบรรณสื่ออยู่มาก สื่อก็เป็นคน มีความสนใจของตัวเองที่อาจจะไม่เหมือนใคร แต่การแสดงความสนใจนั้นต้องไม่เอาเปรียบคนอื่นๆ โดยเฉพาะการทำข่าวของตัวเองและโฆษณาคุณความดีตัวเองนั้น สื่อมวลชนที่เป็นวิญญูชน เขาจะไม่ทำกันเป็นอันขาด.









     คุยทิ้งท้ายเรื่องช่อง ๓ กันอีกหน่อยนะครับ เพราะยังมีบางประเด็นที่ควรบันทึกไว้ให้ชัดเจนเสียตรงนี้ พรุ่งนี้เราจะได้เสวนาเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันบ้าง ท่านอย่าห่วงเลยครับว่าเราขึ้นต้นเรื่องช่อง ๓ แล้วเราละทิ้งกันไปเฉยๆ กลไกของระบอบอำนาจเดิมที่มีอิทธิพลถึงขนาดนี้ ไม่มีทางจะปุจฉาวิสัชนาให้หมดจดในคราวเดียวหรอกครับ กล่าวขวัญถึงเขาเฉยๆ ก็ไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วย แต่เวลาลงมือทำเราคงไม่นำมาเล่ากันโต้งๆ เท่านั้นเอง ขอให้มวลชนตาสว่างทั้งหลายโปรดสบายใจว่างานนี้ต่อเนื่องแน่



ตอนที่แล้ว : ละครจุฑาเทพ ช่อง 3 ยั่วให้คนในสังคมคิดถึงชาติตระกูล ฐานันดร
http://jpenkair.blogspot.com/2013/05/3_24.html

1 ความคิดเห็น:

  1. ใส่หน้ากากกายฟอคไปประท้วงสรยุทธดีมั้ย

    ตอบลบ